พอดีว่า กระทรวงศึกษาธิการไทย ได้รับการสนับสนุนจาก ภาคเอกชนเรา ให้ติดตั้งระบบ e-mail ให้กับโรงเรียน เกือบ 5000 แห่ง ทั่วประเทศครับ...ได้โอกาสเลยเขียนเรื่องนี้ซักหน่อย

 

ผมทำวิจัย ปริญญาโทเรื่องการใช้ student portal ในโรงเรียน สำหรับคนที่ไม่รู่้จักว่า portal คืออะไร ลองนึกถึงหน้า Manage ใน blog ของ Exteen ก็ได้มั้งครับ คือหน้าที่เตรียมเข้าสู่เรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับคนๆนั้น

สำหรับโรงเรียน มันคือระบบที่ืทำให้การับส่ง e-mail webboard การบ้าน การ check คะแนน  และอื่นๆอยู่ในหน้าเดียวกันทั้งหมด ได้ยินว่า จุฬา และธรรมศาสตร์์ ได้มีระบบนี้อยู่ อาจารย์บางท่าน ใช้บ้าง ไม่ใช้บ้างก็แล้วแต่

ตัวอย่างPortal ของที่ผมเรียนอยู่ครับ

 

 

ซึ่งสิ่งนี้ สำคัญๆคือการ เปลี่ยนการรับส่งข้อมูลจากกระดาษ ซึ่งต้องใช้เวลาเดินทาง มาเป็นการใช้ internet เข้ามาแทน อยู่บ้านก็ส่งการบ้านได้แล้ว ดูคะแนนของตัวเองก็ได้ ไม่ต้องเดินทางไปที่โรงเรียนก็ถามคะแนน จากครูได้...

 

ฟังดูก็เป็นเรื่องดีมากๆ ที่โรงเรียนในไทย ก็ได้มีการพยายามเอาระบบนี้เข้ามาใช้ เพื่อให้การติดต่อ สื่อสารกันระหว่าง เด็กนักเรียนกับ ตัวครูนั้น ง่ายขึ้น เพิ่มช่องทางการสื่อสารระหว่างนักเรียนกับ อาจารย์ ดีอยู่แล้วครับ ผมโดยส่วนตัวชื่นชมกับโรงเรียนเหล่านั้น ว่าเป็นแนวคิดใหม่ ที่ดีมากๆ

 

อย่างไรก็แล้วแต่ เทคโนโลย๊ ก็เป็นสิ่งที่มีสองด้านเสมอ ถ้าใช้ไม่ดีจะเป็นปัญหาได้ ในยกแรก ผมขอเน้นไปในเรื่องของการส่งการบ้าน ผ่นาทาง e-mai แล้วกันครับ

 

คือจริงๆ แล้วก็ส่ง การบ้าน หรือ รายงานต่างๆ ผ่าน อีเมล์นั้น ย่อมดีกว่าการที่เด็กนักเรียนไปทำรูปเล่มให้สวยๆ หรือไป print สีมาให้อาจารย์เก็บไปทำรายงานเลื่อนขั้น (แอบจิก ครูนิดนึงนะครับ ) อย่างไรก็ตามให้ลองนึกดูว่า ถ้าให้ส่งผ่านทาง e-mail จริงๆ ครูต้องอยู่หน้าคอมพิวเตอร์เพิ่มขึ้นวันละกี่ชั่วโมงครับ ? ส่วนมากประมาณ 80% ของครูของเราในระบบ สพฐ. นั้นเกิดหลังช่วง computer และ internet boom ซึ่งแปรความโดยง่ายว่า มีความลำบากในการใช้เรื่อง computerครับ ผมไม่ได้พูดเปล่าๆนะครับ มีตัวเลขให้ด้วย

จาก ผลงานวิจัยของผมเองพบว่าเพียงแค่ 2คน ใน 28 คนของอาจารย์ในหนึ่งในโรงเรียนชื่อดังที่สุดของประเทศที่ บังคับให้อาจารย์ใช้ระบบนี้ ...  รู้สึกว่าตัวเองใช้คอมพิวเตอร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพนอกนั้น เกือบทั้งไม่รู้สึกว่า ตัวเองเป็นผู้มมี skill ทางด้านนี้ อย่างมากก็แค่พอใช้ได้..

 

แปลว่า ถ้าเกิดการเพิ่มโรงเรียน ซึ่งไม่ได้มีความพร้อมในการ ใช้ e-mail ไว้ก่อนเลยมอีก 5000 โรงเรียน แล้ว ท่านผอ. ซึ่งปกติ ไม่ได้เป็นคนที่สอนหนังสือ โอเคกับการรับเข้ามาใช้ จะเกิดปัญหาว่า ระบบ e-mail จะไม่ได้ถูกใช้ครับ แล้วอนาคตจะบอกว่า พยายามเข้ามาใช้แล้ว แต่ครูไม่ใช้ ซึ่งไม่เชิงครับ มันมาจากว่า คุณครูเรา(ไม่ใช่ทุกคนนะครับ ผมพูดถึงรวมๆ) ใช้ไม่เป็นครับ และใช้ เทคโนโลยีอย่างนั้นยาก ครูเีรามีงานเยอะอยู่แล้วครับ ท่านเลยไม่ใช้ หรือขี้เกียจใช้ (ผลสำรวจยังออกมาอีกว่า ครูเรา ขี้เกียจใช้อะไรใหม่ๆครับ)

 

นี่ยังไม่นับปัญหาที่จะเกิดขึ้นกับตัวเด็กอีกนะครับ

 

แล้วถ้ามันเป็นอย่างนี้ จะทำยังไงล่ะครับเนี่ย เอาของดีๆมาก็ใช้ไม่ได้ ไม่ได้ใช้...

 

มันต้องมีการออกแบบให้ดีครับ เรื่อง การออกแบบ ระบบให้ใช้ง่ายที่สุด ไม่ซับซ้อน คำสั่งต่างๆต้องเป็นภาษาไทย ต้องมี แผ่น CD-rom ให้อาจารย์ติดตัวไว้เลย ว่าระบบใช้ยังไง ไม่ใช่มาทำ traning ที่โรงเรียนครั้งเดียว แปะนึงอาจารย์เขาก็ลืมครับ คุณครูเนี่ย ก็คนครับ ท่านเรียนๆ ท่านก็คุยกันเหมือนกัน เรียนๆไป ผ่านไปสองวัน ท่านก็ลืมเหมือนกันครับ

 

ระบบต่้่างๆที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ต้องให้ ครูที่ไม่ชอบใช้ computer มาร่วมสร้างเลย ไม่ใช่ครูที่เก่ง คอมอยู่แล้ว ไม่ใช่นักเรียนที่มีความสามารถอยู่แล้วครับ 

 

ที่สำคัญที่สุดคือ คนที่จะเอาเรื่อง เทคโนโลยีใหม่ๆมาใช้ ต้องศึกษาให้ดีก่อนครับ ว่าบริบทรอบๆตัวเป็นอย่างไร เหมาะมั้ยกับสังคมไทย อะไรไม่เหมาะ ทำอย่างไรถึงจะเหมาะ ไม่ใช่ ไปดูงานที่โน้นที่นี่มา แล้วก็พยายามจะทำ แต่ไม่ได้ดูบริบทของการใช้งานเลย...

 

ไม่งั้นมันรังแต่จะสร้างปัญหาเพิ่มเท่านั้นเองครับ (จบยกแรก)

 

ปล. ผมกลับมาืทำงานใ้ห้กลับกระทรวงศึกษาธิการบ้านเราครับ ในฐานะ องค์กรอิสระ (คล้ายๆ freelance) ถ้าเป็นไปได้ ใครมีไอเดียเรื่องการพัฒนาการศึกษาไทย ก็ลองแรกเปลี่ยนกันครับใน comment ก็ได้ครับ ผมมีข่าววงในกระทรวงศึกษาธิการ อยากเล่าให้ฟังเยอะแยะเลย 55+ 

 

 

edit @ 15 Feb 2009 15:58:18 by Openbook